เขียน: วรยุทธ มูลเสริฐ


แวบแรกที่เราได้ยินชื่อหนังสือเล่มนี้ เราอาจคิดว่านี่เป็นนวนิยายรักแสนหวานที่มีฉากหลังเป็นมหานครแห่งความโรแมนติกอย่างกรุงปารีส ที่เป็นจุดหมายปลายทางของใครหลายๆ คน หรือไม่ก็เป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของคนของคนสองคน แต่ในความรักของวัลยา วรรณกรรมเพื่อชีวิตยุคแรกที่เขียนจากปลายปากกาของเสนีย์ เสาวพงศ์ ปัญญาชนฝ่ายซ้ายหัวก้าวหน้าเล่มนี้กลับพาเราทุกคนไปทำความรู้จักและสัมผัสกับความรักในมุมที่แตกต่างออกไป เป็นความรักที่ใหญ่กว่าจะเป็นแค่เรื่องของคนสองคน และฉากปารีสที่เป็นมากกว่ามหานครแห่งชีวิต

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของหนังสือเล่มนี้อยู่ในช่วงทศวรรษที่ 1947 (พ.ศ.2490) เป็นยุคสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมาครองอำนาจอีกครั้งหลังจากร่วมมือกับชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม กลายเป็นพันธมิตรใหม่ในทางการเมือง ระบอบใหม่ซึ่งปลุกปั้นโดยคณะราษฎรกำลังล่มสลาย และระบอบเก่าที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมเดิมกำลังกลับมาอีกครั้ง ฝ่ายปฏิปักษ์การปฏิวัติอันได้แก่ นักโทษการเมือง นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ฝ่ายกษัตริย์นิยมออกงานเขียนทั้งนิตยสาร หนังสือพิมพ์ นวนิยาย เรื่องสั้นโจมตีระบอบใหม่และความล้มเหลวของคณะราษฎรอยู่เนืองๆ 

ความรักของวัลยาเริ่มตีพิมพ์เป็นรายตอนในนิตยสารสยามสมัย รายสัปดาห์ ช่วงปี ค.ศ. 1952 (พ.ศ.2495) และรวมเล่มพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.  1953  (พ.ศ.2496) โดยสำนักพิมพ์รวมสาส์น ภายใต้บรรยากาศทางความคิดที่ฝ่ายปฏิปักษ์การปฏิวัติกำลังรุกคืบกินแดนเข้ามาในพื้นที่ของการเมืองวัฒนธรรม

ในขณะที่บทบาทของสตรีในบริบทสังคมเวลานั้น ยังอยู่ในขนบธรรมเนียมเก่าที่ให้คุณค่ากับการอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน เป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมไปด้วยกิริยาที่งดงาม ผู้หญิงเป็นสมบัติส่วนตัวของผู้ชาย ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านและเมียที่ดีต่อสามี แม้ว่าในยุคนั้นจะเริ่มมีนิตยสารสตรีอยู่มาก แต่ความรักของวัลยาได้ฉายให้เห็นความรักแบบใหม่ วิพากษ์ความรักในโลกเก่าที่ยึดโยงกับความคิดในยุคศักดินา และบทบาทของผู้หญิงยุคใหม่ที่ปลดแอกตัวเองออกจากขนบธรรมเนียมที่ผู้ชายเป็นผู้สร้างโลกใบนี้ขึ้นมาได้อย่างงดงาม


บทบาทของผู้หญิงและจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติในความรักของวัลยา

ความรักของวัลยา มีฉากหลังอยู่ที่กรุงปารีสหลังสงคราม เป็นมหานครที่เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน ทั้งการลุกฮือปฏิวัติในปี ค.ศ. 1789 การต่อสู้ของแรงงานชาวปารีส คอมมูนแห่งปารีส จิตวิญญาณของการปฏิวัติ เสรีภาพ ความเสมอภาค และขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้กับงผู้หญิงยุคใหม่อย่างวัลยา นักเรียนทุนนอกที่รักในดนตรีและศิลปะ ได้โลดแล่นโจนทะยานกับบทสนทนาที่ทำให้เราเห็นมุมมองเกี่ยวกับชีวิต ความรัก บทบาทของผู้หญิง  ความเท่าเทียมทางเพศ และงานศิลปะที่แหวกขนบธรรมเนียมของบทบาทสตรีตามที่สังคมคาดหวังให้สตรีคนหนึ่งพึงเป็น

เสนีย์ เสาวพงศ์ได้แทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของสามัญชนฝรั่งเศส ที่ทำให้เราเห็นถึงบทบาทของสตรีในฐานะองค์ประธานในการร่วมต่อสู้ฉากบทสนทนาระหว่างเสนีย์และคนขายหนังสือในกรุงปารีสสะท้อนประเด็นข้างต้นได้เป็นอย่างดี 

‘ก่อนสมัยปารีสคอมมูน ผู้หญิงฝรั่งเศสก็ได้เคยแสดงกำลังอันยิ่งใหญ่ในการต่อสู้ เพื่อเสรีภาพและเกียรติยศของบ้านเกิดเมืองมารดร เมื่อ ค.ศ.๑๗๘๙…แต่เดี๋ยวก่อน ท่านรู้หรือเปล่าว่า ค.ศ.๑๗๘๙ มีความสำคัญอย่างไร ?’ 

‘ที่ถามก็เพื่อจะได้รู้ว่าท่านรู้หรือเปล่า เพื่อฉันจะได้ไม่ต้องอธิบายมากเกินไป ซึ่งจะเป็นการเสียเวลา ในครั้งนั้นผู้หญิงปารีสเป็นพวกแรกที่เดินขบวนไปยังพระราชวังแวร์ซายเพื่อเรียกร้องขนมปัง และในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ผู้หญิงเหล่านี้ได้ร่วมกับกองหน้าของทหารประชาชนที่เข้าทำลายคุกบาสติลล์ ในปี ค.ศ.๑๘๗๐ กองทัพปรัสเซียโจมตีปารีส รัฐบาลสิ้นกำลังที่จะต่อสู้และยอมแพ้ แต่ชาวคอมมูนาร์ดเท่านั้นยังคงต่อสู้อยู่ รัฐบาลพยายามปราบและล้อมให้อดอาหารเพื่อให้ชาวปารีสยอมจำนนและลงนามสนธิสัญญาสันติภาพ หยิบยื่นปารีสมอบให้แก่ข้าศึก แต่ชาวปารีสยังไม่ยอมแพ้ เมื่อผู้หญิงปารีสเห็นกองทัพรัฐบาลเดินทัพเข้ามายังมองต์มาร์ตเพื่อปลดอาวุธกองทัพประชาชนและส่งมอบปืนใหญ่ให้แก่ปรัสเซีย ผู้หญิงเหล่านี้แย่งปืนเล็กยาวจากมือทหารและขอร้องไม่ให้ทหารยิงประชาชนและกองทหารก็ไม่กล้ายิง และนายพลผู้ออกคำสั่งให้ทหารยิงเข้าไปในกลุ่มคนถูกจับและถูกยิงตาย ปารีสยังคงต่อสู้ต่อไป…’

ฉากดังกล่าวชวนให้เห็นว่า ผู้หญิงเป็นผู้มีบทบาทในการปฏิวัติในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ไปพร้อมๆ กับฉากหลังของมหานครที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติ และมีความกล้าหาญเป็นแนวหน้าในการต่อสู้ เพื่อต่อสู้เพื่อเสรีภาพ อิสรภาพ และความหวงแหนมาตุภูมิ ต่างไปจากทัศนะแบบโลกเก่าที่ผู้ชายเป็นผู้ขีดเขียน กำหนด บทบาท ตำแหน่งแห่งที่ของผู้หญิง


ความรักของวัลยากับเฟมินิสต์สายสังคมนิยม

เสนีย์ เสาวพงศ์ใช้ตัวละครวัลยาในการพูดถึงแนวคิดเฟมินิสต์สายสังคมนิยมที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและบทบาทของผู้หญิงที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของมวลมนุษยชาติ 

เช่นฉากที่วัลยาให้หนังสือสือเกี่ยวกับสตรีและสังคม สิทธิหน้าที่และความสำคัญของผู้หญิงที่มีต่อครอบครัว สังคม และมนุษยชาติแก่เตือนตา – ตัวละครหญิงสาวกุลสตรีตามขนบธรรมเนียมเก่าที่ทุกข์ทรมานอยู่กับสามีที่แต่งงานเพียงเพื่อหวังจะเติบโตเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และเมินเฉยไม่ไยดีต่อเธอ ในระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ที่คลินิกหลังจากชีวิตรักได้สิ้นสุดลงไปพร้อมๆ  กับการที่เธอแท้งลูกตัวน้อยในครรภ์และไม่สามารถตอบสนองความต้องการสูงสุดของสามีได้

เตือนตาได้อ่านหนังสือเหล่านั้นฆ่าเวลา มันได้เปิดโลกเห็นความเป็นไปได้ใหม่ของผู้หญิง ทำให้ความเชื่อเรื่องบทบาทของหญิงตามประเพณีโบราณในโลกเก่าที่เตือนตาถูกขัดเกลามาตั้งแต่เด็กเริ่มสั่นคลอน ความตอนหนึ่งในหนังสือกล่าวไว้ว่า ‘สตรีมีจำนวนครึ่งหนึ่งของมนุษยชาติทั้งหมด สตรีจึงเป็นกำลังอันไพศาลของสังคม’ 

‘เตือนตาไม่สู้จะเข้าอกเข้าใจเรื่องเหล่านี้นัก เพราะการอบรมศึกษาที่มีมาตามแบบ ‘ผู้ดีเก่า’ ได้ปิดประตูและหน้าต่างของความคิดไว้อย่างสนิทแน่น จนแสงสว่างแห่งความจริงไม่อาจจะส่องลอดเข้าไปได้ แต่ความเชื่อเหล่านั้นได้เริ่มสั่นคลอน’

เธอย้อนคิดใคร่ครวญถึงบทบาทของเธอในอดีตกับสามีของเธออย่างขมขื่นที่เธอมีบทบาทเป็นดัง ‘ทาสในเรือนเบี้ย’ ความเชื่อในโลกเก่าเป็นดั่งโซ่ที่ล่ามผู้หญิงเอาไว้กับเรือน ปรนนิบัติรับใช้สามีอย่างสุดกำลังในฐานะเมียที่ดีและตอบสนองความคาดหวังของชายหนุ่มผู้เป็นสามีของเธอตลอดเวลา เธอทนทุกข์ทรมานก็เพราะวัฒนธรรมประเพณีในโลกเก่าถูกขีดเขียนด้วยอุดมการณ์ของสังคมชายเป็นใหญ่

‘เตือนตาเริ่มคิดว่าผู้เขียนมองเห็นความสำคัญของสตรี เธอเคยได้อ่านหนังสือที่แสดงการยกย่องสตรีมาแล้วไม่น้อย ซึ่งมันเป็นแต่คำยกย่องชมเชยอันว่างเปล่า สตรีเป็นกำลังอันไพศาลของสังคมหรือ ? สำคัญซี เธอนึกอย่างขมขื่น สำหรับการทำครัว หุงข้าว ซักรีด และปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคนที่เป็นผัว !’ 

‘แต่หนังสือเล่มนั้นมิได้พูดถึงปัญหาสตรีอย่างฉาบฉวยดาดๆ อย่างที่เธอเคยได้อ่านมาแล้ว ไม่ใช่อย่างแบบมือที่ไกวเปลคือมือที่ครองโลก ที่เป็นเสมือนโซ่ที่ล่ามผู้หญิงไว้กับเสาเรือน และมีความยาวเพียงแค่ครัว ที่นอนกับเปล แต่ได้พูดถึงและวิเคราะห์สถานะสตรีในสังคมถึงคุณค่าของงานของสตรีที่เป็นกำลังในความเจริญก้าวหน้าของสังคมมนุษย์ในส่วนรวม’

ในตอนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ตัวละครอย่างวัลยาได้วิพากษ์ความไม่เท่าเทียมทางเพศในสังคมทุนนิยมชายเป็นใหญ่ที่กดขี่ผู้หญิงไว้อย่างลึกซึ้งไว้ว่า 

‘ดิฉันคิดว่าความรักอย่างเท่าเทียมระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายจะมีไม่ได้ ถ้าฝ่ายหนึ่งอยู่เหนือฝ่ายหนึ่งทางเศรษฐกิจและกุมโชคชะตาของอีกคนหนึ่งไว้โดยสิ้นเชิง’ 

ความรักของวัลยาทำให้เราเห็นว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียม เหลื่อมล้ำนั้นส่งผลต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจภายใน ‘บ้าน’ ที่ไม่เท่าเทียมกันด้วย หากไร้ซึ่งความเสมอภาคทางเศรษฐกิจก็ไม่อาจทำให้ความรักระหว่างหญิงและชายเท่าเทียมกันได้ เพราะในท้ายที่สุดแล้วผู้ชายเป็นผู้มีบทบาทและกุมอำนาจทางเศรษฐกิจในบ้านไว้แต่เพียงผู้เดียว ผู้หญิงมีหน้าที่เป็นเพียงแม่บ้าน แม่ของลูก และเมียเท่านั้น ซึ่งงานเหล่านี้ก็ไม่ถูกนับว่าเป็น ‘งาน’ ที่มีคุณค่าต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เจริญก้าวหน้าเช่นกัน

เสนีย์ เสาวพงศ์ยังได้ทำให้เราเห็นถึงพลังของการอ่านที่เปลี่ยนโลกทัศนะ ท้าทายความเชื่อเดิมของเตือนตาไว้อย่างทรงพลังอีกด้วย อาจจะเรียกว่าทำให้เตือนตาถึงกับ ‘ตาสว่าง’ ขึ้นมา ในท้ายที่สุดเมื่อเตือนตาฟื้นตัวและกลับบ้านของเธอ เตือนตาใช้ความกล้าหาญ ความแข็งแกร่งที่เธอมี เลือกกำหนดชะตาชีวิตตัวเองด้วยการแยกทางกับสามี เตือนตาปลดแอกโซ่ตรวนที่ล่ามเธอไว้และมีชีวิตใหม่ตัวเอง ปลดปล่อยศักยภาพในตัวที่เธอมีกลับไปเป็นครูที่ประเทศไทย เพื่อให้การศึกษาอบรมแก่เด็กผู้เป็นอนาคตของประเทศชาติในที่สุด 


เมื่อผู้ชายเป็นเฟมินิสต์ (Feminist) ในความรักของวัลยา

เสนีย์ เสาวพงศ์ไม่ได้ใจร้ายใจดำวิจารณ์สังคมชายเป็นใหญ่ที่ผู้ชายขีดเขียนกฎเกณฑ์สร้างโลกอันไร้ความเท่าเทียมต่อผู้หญิงอย่างเอาเป็นเอาตายเท่านั้น แต่เขาได้สร้างตัวละครอย่างยง อยู่บางยาง เด็กหนุ่มบ้านนอกผู้ใช้แรงงานอยู่ในปารีส เพื่อทำให้เห็นว่าผู้ชายก็สามารถที่จะเป็นเฟมินิสต์และมีบทบาทในการสร้างความเท่าเทียมทางเพศได้เช่นกัน เขาเป็นผู้ที่มีทัศนะในการมองโลกแบบเฟมินิสต์อยู่ในตัว สะท้อนชัดเจนในตอนหนึ่งที่วัลยากับยงเดินเที่ยวเล่นกันในย่านปิคคาลซึ่งเต็มไปด้วยคาบาเรต์ บทสทนาระหว่างทั้งสองชวนให้เราตั้งคำถามถึงประเด็นเรื่องเพศกับหญิงโชว์คาบาเรต์ที่บำเรอความสุขให้เหล่าผู้ชาย 

ยง อยู่บางยางบอกกล่าวกับวัลยาว่า ‘ผมไม่ชอบเพราะเห็นแล้วเศร้าใจ บางคนบอกว่ามันเป็นศิลปะ ผมเองไม่ค่อยจะเดียงสาในเรื่องศิลปะอะไรนักหรอก แต่ผมรู้สึกว่าการที่ผู้ชายเข้าไปนั่งดื่มแชมเปญ ดูระบำผู้หญิงที่เปลือยกายเกือบหมดนั้นเป็นความอัปยศ ไม่ว่าใครจะเรียกมันว่าศิลปะหรือไม่ก็แล้วแต่ ผมคิดว่าในแง่ของตัวผมซึ่งเป็นผู้ชาย ผมมีความละอายที่จะไปนั่งดื่มแชมเปญหาความสำราญด้วยการดูผู้หญิงซึ่งประกอบอาชีพอย่างหนึ่งเพื่อการบำเรอความสุข (ให้กับผู้ชาย-ผู้เขียน) ถ้าหากคุณเรียกมันว่าเป็นความสุขได้’ เขาเน้นตรงประโยคสุดท้าย ‘ผมเห็นว่านั่นคือการขูดรีดผู้หญิงชัดๆ เป็นการแสวงหาประโยชน์จากผู้หญิง เพราะอำนาจทางเศรษฐกิจที่ผู้ชายมีอยู่’ 

เมื่อวัลยาพูดถึงสภาพสังคมในปัจจุบัน ที่ยังคงแสวงหาประโยชน์จากผู้หญิงของผู้ชายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ยงวิพากษ์เปรียบเปรยถึงอำนาจของเรื่องเล่าโดยผู้ชายในการกดขี่ขูดรีดที่มีต่อผู้หญิงไว้อย่างมีชั้นเชิง 

ความเป็นจริงของสังคมเป็นเช่นนั้น แต่ถูกปิดบังบิดเบือนเสียเพราะเขาฉลาด เมื่อเอาโซ่มาร้อยคอทาส เขาพร่ำชี้แจงว่านั่นคือ สร้อยประดับกาย แต่ชั้นต่ำต้องทำด้วยเหล็ก ถ้าชั้นสูงถึงจะทำด้วยทองคำ การแสวงหาประโยชน์จากผู้หญิงนั้นมีอยู่ทุกแห่งทุกที่ ผู้หญิงยังไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย’

ตัวละครผู้ชายอย่างยง อยู่บางยาง ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ในวรรณกรรมไทยโดยเฉพาะในยุคสมัยที่ความเท่าเทียมทางเพศยังไม่ได้รับการยอมรับในสังคมไทยและสังคมโลก และทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ใหม่ที่ผู้ชายจะก้าวเข้ามามีบทบาทและให้ความสำคัญกับประเด็นการกดขี่ สังคมชายเป็นใหญ่ และความไม่เท่าเทียมทางเพศได้โลดแล่นในโลกของวรรณกรรมท่ามกลางโครงสร้างทางสังคมแบบชายเป็นใหญ่ยังคงเป็นอุดมการณ์หลักในการครอบงำโลกทัศน์ของชายและหญิงอยู่ได้อย่างมีพลัง และฉุกให้เราได้ขบคิดต่อยอดถึงบทบาทของผู้ชายในประเด็นดังกล่าวในปัจจุบันอย่างแหลมคม


วิพากษ์สังคมชายเป็นใหญ่ผ่านสุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่

ในตอนหนึ่งของหนังสือ วัลยาได้วิพากษ์สุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่ อย่างถึงรากถึงโคน วัลยาบอกว่า 

‘ดิฉันเคยอ่านสุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่มาเหมือนกัน แม่เอามาให้อ่าน ดิฉันคิดว่าถ้าเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น สภาพของหญิง แล้วหนังสือเล่มนี้จะสมบูรณ์มาก เพราะทำให้เห็นสภาพของผู้หญิงในระบอบศักดินาเก่าได้อย่างชัดเจน หนังสือเล่มนี้มีค่าในแง่นี้ แต่ในแง่สุภาษิตแล้วใช้ไม่ได้ เพราะมันขัดกับความเคลื่อนไหวของชีวิตและเป็นสิ่งขัดขวางความก้าวหน้าของชีวิต’

‘การเขียนเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า สุนทรภู่เป็นนักศีลธรรมและนักกลอน นักประพันธ์ที่เป็นนักศีลธรรมจะพูดไปก็ไม่เลวนักหรอก แต่จะถืออยู่ในประเภทก้าวหน้าก็ไม่ได้ เพราะไม่สามารถมองเห็นสภาพอนาคตที่ดีกว่าเก่า ไม่สามารถจับแก่นสารแห่งวิวัฒนการของชีวิตและสังคมได้ว่าจะหลั่งไหลคลี่คลายไปในทางใด นักศีลธรรมจึงเทิดทูนระเบียบ จารีต ประเพณีของระบอบสังคมเก่าของตน หลักศีลธรรมที่เป็นกรอบแห่งความประพฤติของคนในยุคนั้นๆ บรรดาที่เห็นว่าดีงามเป็นระเบียบชีวิตอันตายตัวและแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นอีกไม่ได้’ 

สุภาษิตในระบอบศักดินา ระเบียบ จารีต ประเพณีของระบอบสังคมเก่าเป็นสิ่งซึ่งล้าสมัยไปเสียแล้ว วัลยามองว่ามันเป็นสิ่งที่ขัดกับความความเคลื่อนไหวของชีวิต เหนี่ยวรั้งความก้าวหน้าของชีวิตเอาไว้ 

แต่วัลยาไปไกลกว่านั้นด้วยการวิพากษ์สุภาษิตสอนหญิงเพื่อชี้ให้เห็นถึงอำนาจที่ครอบงำชีวิตและการปฏิบัติตนของผู้หญิงผ่านวรรณกรรมในยุคศักดินา ที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำมือของผู้ชายในโลกเก่า มันถูกสร้างขึ้นมาให้กลายเป็นความถูกต้องทางศีลธรรมที่ไม่อาจปฏิเสธได้และบีบบังคับให้ผู้หญิงต้องสยบยอมต่ออำนาจทางศีลธรรมที่ผู้ชายขีดเขียนกฎเกณฑ์เอาไว้ สายตาที่วิพากษ์ของเธอนั้นได้ทำให้โลกทัศน์ที่เธอมีต่อบทบาทของผู้หญิงแบบใหม่ที่ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจทางศีลธรรมที่สังคมเก่ารังสรรค์ขึ้นมาเพื่อกดขี่ผู้หญิงอีกต่อไป และในท้ายที่สุดกาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าจารีต ประเพณีที่ล้าสมัยเป็นอันมากสาบสูญไปตามกาลเวลา มันจะมลายหายไปเมื่อความสัมพันธ์ทางสังคมมีความเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพใหม่ แต่เราไม่อาจรอคอยโชคชะตาให้กาลเวลานำพาหรือฟ้าประทานความเท่าเทียมได้ ในท้ายที่สุดการวิพากษ์โครงสร้างอำนาจสังคมชายเป็นใหญ่ของวัลยาและการยืนหยัดไม่ยอมจำนนต่ออำนาจที่กดขี่เช่นนี้จะนำไปสู่การปลดปล่อยผู้หญิงจากการครอบงำของอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ ! 


แหวกขนบโลกเก่า ถ้อยแถลงถึงความรักแบบก้าวหน้าของวัลยา

ฉากเปิดของนวนิยายเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยการสารภาพรักจากปากของเรวัตรที่มีต่อวัลยา เธอปฏิเสธความรักของชายหนุ่มผู้มีความมั่งคั่งและเป็นลูกผู้ดีเรียนนอกได้อย่างมีวาทศิลป์และแสดงให้เห็นมุมมองเรื่องชีวิตและความรักที่แหวกขนบธรรมเนียมเก่า วัลยาบอกกับเรวัตรว่า 

‘สำหรับบางคนอาจเป็นเช่นนั้น ความรักเพื่อความสุข และแต่งงานเพื่อความสุข จริงอย่างเรว่า แต่ความหมายของ ‘ความสุข’ ของเรและของวัลย์ต่างกัน การร่วมชีวิตกับคนที่มีสกุลสูงและมั่งมีอย่างคุณ เป็นชีวิตที่ราบเรียบและซ้ำซากอย่างน่าเบื่อหน่าย มันราบเรียบจนมองเห็นเชิงตะกอนเผาศพตัวเอง และหนังสือแจกงานศพรายทางบ้างหน้าโน้นได้อย่างถนัดชัดเจน’

‘วัลย์ไม่ต้องการความสุขชนิดนั้น ความสุขของวัลย์อยู่ที่ความคาดหมาย การต่อสู้ และการเสี่ยง แต่มันไม่ใช่เป็นการเสี่ยงอย่างนักเซ็งลี้ที่อาจเป็นเศรษฐีหรือล้มละลาย แต่เป็นการเสี่ยงและต่อสู้ของคนที่ทำงานเพื่อการสร้างสรรค์ มันอาจเป็นการแบกพร้าเข้าป่าดิบที่ไม่เคยมีใครกล้ำกราย แล้วต่อมาทางที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนนั้นได้กลายเป็นทางที่สัญจรไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของคนภายหลัง’

เรวัตรที่เริ่มมีอารมณ์โมโหจากความคิดความอ่านของวัลยาได้ตอบเธอว่า ‘วัลย์ไปเอาความคิดเหลวไหลเหล่านี้มาแต่ไหน ?’ วัลยาตอบกลับไปอย่างมั่นใจว่า ‘เอามาจากชีวิต’ 

 วัลยาย้ำถึงมุมมองความรักที่ก้าวหน้าต่อไปว่า  

‘วัลย์จะรักและแต่งงานกับผู้ชายที่ทำงานอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อตัวของเขาเอง หรือเพื่อฐานะของตัวเอง เพื่อความเด่น หรือเพื่อจะให้เป็นที่นับถือของคนอื่น แต่เป็นคนที่ทำงานเพื่องานและโลกที่เขาเกิดมา’

เมื่อวัลยาพูดจบเรวัตรสวนเธอขึ้นมาทันควันด้วยเสียงที่เกือบจะตะโกนว่า ‘เธอ-ราดิคัลเสียจริต’ คำพูดของเรวัตรนั้นเป็นปฏิกิริยาที่ไร้วุฒิภาวะยังคงร่วมสมัยเห็นได้ทั่วไปในสังคมทุกวัน เมื่อมีใครที่พยายามนำเสนอความคิดที่ก้าวหน้าและท้าทายความเชื่อเดิมที่พวกเขายืดถืออย่างเป็นสรณะ

วัลยาตอบกลับไปว่า 

‘เราอยู่ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ยี่สิบแล้ว แต่ยังมีผู้ชายเป็นอันมากมีความคิดเหมือนในสมัยกลาง ถือว่าผู้หญิงเป็นอะไรบางอย่างที่ต้ำต้อยกว่า และถือว่าเมียของเขาคนเดียวหรือหลายคนก็แล้วแต่ เป็นสมบัติส่วนตัวอย่างหนึ่ง และไม่มีสิทธิอิสระที่จะคิดจะทำอะไรได้ แต่ทุกวันนี้เป็นชั่วโมงอันสำคัญของการตั้งต้นอันยิ่งใหญ่ การก่อเกิดและจำเริญขึ้นของอุดมคติใหม่ซึ่งจะทลายบานประตูที่ปิดสนิทมาตั้งแต่เดิมนั้นให้เปิดกว้างออกสำหรับมวลมนุษยชาติ’ 

บทสนทนาระหว่างวัลยาและเรวัตรนั้นทำให้เราเห็นมุมมองความรักของวัลยาที่ก้าวหน้าอย่างมาก เธอได้วิพากษ์วิเคราะห์สภาพปัญหาทางความคิดของสังคมอันล้าสมัย เธอไม่ต้องการแต่งงานและมีความรักที่อยู่ภายใต้อำนาจของสังคมชายเป็นใหญ่ที่มองผู้หญิงเป็นเพียงสมบัติของผู้ชายอยู่ในขนบธรรมเนียมของโลกเก่าที่กดทับศักยภาพของผู้หญิงเอาไว้ และขยายมุมมองของความรักที่กว้างออกไปจากเรื่องปัจเจกไปสู่มวลมนุษยชาติ 


ความรักและการปฏิวัติ เมื่อความรักของวัลยาคือ ความรักที่มีต่อมวลมนุษยชาติ

‘ความรักที่เป็นเพียงความสุข หรือไม่ก็ความใคร่ของคน ๆ หนึ่ง หรืออย่างมากที่สุดสองคนเท่านั้น เป็นความรักอย่างแคบ ความรักของคนเราควรจะขยายกว้างออกไปถึงชีวิตอื่น ถึงประชาชนทั้งหลายด้วย ชีวิตของคนเราจึงจะมีคุณค่าและมีความหมายไม่เสียทีที่เกิดมา ดิฉันจึงว่า หากชีวิตเรามีความรัก และความรักนั้นสามารถผลักดันชีวิตของคนเราให้สูงส่งยิ่งขึ้นกว่าชีวิตของสิ่งอื่น นกมันอาจจะร้องเพลงได้เมื่อมันนึกอยากจะร้อง โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของชีวิตนกอื่น ๆ แต่คนเราไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น’ 

ประเด็นนี้ในความรักของวัลยามีความน่าสนใจมาก มุมมองความรักของวัลยานั้นชัดเจนว่าไม่ใช่เพื่อความสุขส่วนตัวหรือคนสองคนเท่านั้น นี่เป็นความรักที่คับแคบสำหรับวัลยา เธอมีมุมมองความรักที่ก้าวหน้ากว่านั้น คือเป็นความรักที่มีต่อประชาชนผู้ทุกข์ยาก 

ในตอนหนึ่งวัลยาแสดงความคิดของเธอที่มีต่อประเด็นดังกล่าวได้อย่างชัดเจน 

‘ความรักเป็นของสูงแและเป็นสิ่งที่พึ่งปรารถนาของบุคคลทุกคน แต่ความรักนั้นต้องเป็นความรักบริสุทธิ์แท้และยั่งยืน เราจะหาความรักเช่นนั้นได้ที่ไหน ในเมื่อภาวะที่เป็นอยู่รอบตัวมีแต่การแสวงหาผลประโยชน์ ความกดขี่ และความอยุติธรรม’  

เราจะมีความรักที่แท้จริงได้อย่างไร หากไม่นึกถึงความทุกข์ยากของประชาชน ความรักนั้นคงเป็นเพียงความรักที่ฉาบฉวย เสนีย์ผู้เป็นเพื่อนได้สรุปรวบยอดความรักของวัลยาไว้อย่างดีเยี่ยมว่า 

‘ชีวิตทำให้เกิดความรัก ข้าพเจ้านึกถึงคำพูดของวัลยาเมื่อวันก่อนและความรักนั้นจะผลักดันชีวิตของคนเราให้สูงส่งขึ้น ความรักอาจเป็นเพียงความสุขหรือไม่ก็ความใคร่ของคนเพียงคนหนึ่ง หรืออย่างมากก็สองคน นั่นเป็นความรักอย่างแคบ ความรักของคนเราควรจะขยายตัวออกไปถึงประชาชนทั้งหลาย’

ในหนังสือ In Praise of Love ของ อแล็ง บาดิยู (Alain Badiou) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส บาดิยูมองว่าความรักคือ คอมมิวนิสต์แบบจำกัด (Minimal Communism) เป็นอีกหนึ่งคำจำกัดความที่เป็นไปได้ของความรัก ไม่ใช่ความรักที่ขึ้นอยู่กับคนเพียงหนึ่งคน หรือความรักที่หลอมรวมจากสองเป็นหนึ่งที่เกิดจากการเสียสละของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทิ้งตัวตน ทิ้งหน้าที่การงาน ทิ้งความฝัน เพื่อมีชีวิตรักร่วมกัน (2 Become 1) บาดิยูอ้างถึงข้อเสนอของ วลาดิเมีย เลนิน ผู้นำการปฏิวัติสังคมนิยมที่ยิ่งใหญ่ของรัสเซียว่า เลนินมองว่าความรักต้องแบ่งจากหนึ่งออกเป็นสอง (One Divides into Two) โดยที่ความสัมพันธ์ทางอำนาจเท่าเทียมกัน ไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งที่เกิดจากการกดอีกฝ่ายเอาไว้ ดังนั้นความรักจึงเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ถือร่วมกันเหนือความเห็นแก่ตัว ให้ความสำเร็จส่วนรวมเหนือผลประโยชน์ส่วนตัว 

เราอาจสามารถพูดได้ว่า ความรักก็เป็นคอมมิวนิสต์ในแง่นั้น ความรักของบาดิยูคือ การเติบโตไปพร้อมๆ กันที่อยู่เหนือผลประโยชน์หรือความพึงพอใจส่วนตัวในระดับปัจเจก แต่เป็นความรักที่นึกถึงส่วนรวมกว่าแค่ตัวเราเอง 

เราอาจจะพูดได้ว่า ความรักของวัลยามีลักษณะของความเป็นคอมมิวนิสต์แบบจำกัดอย่างที่บาดิยูให้นิยามไว้ มันไม่ใช่ความรักของคนสองคนและเป็นความรักที่ฝ่ายหญิงต้องเสียสละ แต่เป็นความรักที่นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเหนือผลประโยชน์และความพึงพอใจส่วนตน ความรักของวัลยาคือ ความรักที่เธอมีต่อมวลมนุษยชาติ เธอไม่ยอมจำนนต่ออำนาจของสังคมชายเป็นใหญ่ และยึดหยืดด้วยอุดมการณ์ที่หนักแน่น เพื่อสร้างความรักแท้จริงที่รวมเอาประชาชนและมวลมนุษยชาติที่ร่วมทุกข์ไปพร้อมๆ กัน อย่างมิตรสหาย

ความรักและการปฏิวัติคงเป็นดังที่ ซเรคโก ฮอร์วัต (Srečko Horvat ) นักปรัชญาชาวโครเอเชียได้กล่าวไว้ในหนังสือ Radicality of Love ว่า 

‘ช่วงเวลาปฏิวัติที่แท้จริงนั้น เหมือนกับความรักมันแตกหักกับโลกใบเก่า สิ่งต่างๆ ที่เคยเป็นมาอย่างปกติ ฝุ่นละอองที่เกาะหนาเตอะ เพื่อยับยั้งไม่ให้สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมา’

เมื่อวัลยายืนหยัดในความรักแบบก้าวหน้าและต้องการที่จะปลดแอกอำนาจของชายเป็นใหญ่ที่พันธนาการผู้หญิงเอาไว้ ความรักก็เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของการปฏิวัติ(Revolutionary Upheaval) เพราะความรักกับการปฏิวัติได้ทำให้สิ่งที่ไม่เคยมีอยู่เป็นไปได้ขึ้นมา มันแตกหักและทำลายโลกเก่าที่เราคุ้นเคยให้พังพินาศ เพื่อสร้างสิ่งใหม่ โลกใบใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องลงมือลงแรงเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

ความรักของวัลยาได้วิพากษ์อำนาจชายเป็นใหญ่ไว้อย่างแหลมคม ฉีกรั้วรอบขอบเขตที่กักขังล่ามโซ่ผู้หญิงไว้ในบ้าน พิสูจน์ให้เราเห็นถึงศักยภาพอันไพศาลของผู้หญิงอันเป็นพลังที่หล่อเลี้ยงโลกใบนี้ ขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของบทบาทของผู้หญิง ทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ใหม่ที่ผู้ชายจะก้าวเข้ามามีบทบาทและให้ความสำคัญกับประเด็นการกดขี่ สังคมชายเป็นใหญ่ และความไม่เท่าเทียมทางเพศ ความรักของวัลยาได้ขยายความรักที่คับแคบอยู่ที่คนสองคนไปสู่ความรักมีต่อมวลมนุษยชาติ 

วัลยาเป็นผู้หญิงที่มีความปรารถนาที่จะปลดปล่อยมวลมนุษยชาติจากพันธนาการของสิ่งเก่าที่จองจำ กักขัง และหยุดยั้งศักยภาพอำนาจของผู้หญิง และความก้าวหน้าของสังคม เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  ขัดขวางจินตนาการไปสู่สังคมที่ดีกว่า

หากชีวิตทำให้เกิดความรักดังที่วัลยาว่า ความรักกับการปฏิวัติคงเป็นดังฉากที่สอง (เรา) แตกหักกับชีวิตที่เป็นอยู่ และทำมันให้ปรากฎขึ้นมาต่อโลกที่เป็นไปไม่ได้…ให้เป็นไปได้ ! 

อ่านหนังสือความรักของวัลยาฟรีจากห้องสมุดอ่านเปลี่ยนโลกได้ที่นี่ 




อ้างอิง 

Engels, Friedrich, 1820-1895. The Origin of the Family, Private Property and the State (New York :International Publishers, 1942)

Alain Badiou and Nicolas Truong, In Praise of Love, translated by Peter Bush (London: Serpent’s Tail, 2012) 

Srečko Horvat, Radicality of Love, (London: Polity Press, 2016)

Arruzza, Cinzia, Tithi, Bhattacharya and Nancy, Fraser, Feminism for the 99 Percent: A Manifesto. London ; Brooklyn, NY, Verso, 2019.

สรวิศ ชัยนาม, ทำไมต้องตกหลุมรัก: Alain Badiou ความรัก และ The Lobster (กรุงเทพฯ: Illuminations Editions, 2560)

ธิกานต์ ศรีนารา, รักและการปฏิวัติ : การเมืองวัฒนธรรมว่าด้วยความรักของปัญญาชนฝ่ายซ้ายไทยยุคสงครามเย็น (กรุงเทพฯ:ศยามปัญญา, 2564)

….  

Author

วรยุทธ มูลเสริฐ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายงานรณรงค์ทางความคิด คณะก้าวหน้า ผู้สนใจการสร้างกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมือง มีความสนใจด้านทฤษฎีการเมือง ประวัติศาสตร์ และมานุษยวิทยา