“แล้วคุณจะไม่ปวดหลังอีกตลอดไป” หนึ่งในคำสัญญาที่ทำให้สินค้า Ergonomics โด่งดังและสร้างกำไรมหาศาล

“Ergonomics” หรือ การยศาสตร์ คือศาสตร์ว่าด้วยการออกแบบสถานที่ทำงานและสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับท่วงท่าและรองรับสรีระของผู้ใช้งาน เพื่อสร้างความสะดวกสบาย ลดความบาดเจ็บ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มันคือส่วนผสมระหว่าง “Ergon” ที่แปลว่างาน และ “Nomos” ที่แปลว่ากฎธรรมชาติ จนกลายมาเป็นคำว่า กฎแห่งการทำงาน (Law of Work) หรือสภาพการทำงาน (Working Condition)

แม้แรกเริ่มเดิมที ศาสตร์ Ergonomics มีที่มาจากการออกแบบสถานที่เพื่อความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างในโรงงาน แต่ในปัจจุบัน คำนี้กลับเป็นที่รู้จักในหมู่คนที่ทำงานที่บ้าน (Work From Home) ในฐานะสินค้าเพื่อสุขภาพที่จัดวางประกอบโฮมออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะหรือเก้าอี้สำนักงาน ขาตั้งหรือฐานรองอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ เบาะรองเท้า ก้น หรือหลัง และนวัตกรรมใหม่เอี่ยมที่เกินกว่าจะจินตนาการได้

ในโลกที่เชิดชูเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้คนสามารถทำงานได้โดยปราศจากกรอบเชิงพื้นที่และเวลา แรงงานยุคใหม่กลับให้ความสำคัญกับการจัด “สเปซ” หรือพื้นที่เฉพาะในการทำงานที่สะดวกสบาย บทความนี้จึงชี้ให้เห็นถึงความโหยหาเชิงพื้นที่ที่ยังคงสำคัญในโลกที่พื้นที่และเวลาถูกย่นย่อ และต้นตอของปัญหาการทำงานที่ใหญ่กว่านั้น

(1)

Digital Nomads ที่หลายคนเรียกตัวเองอย่างภาคภูมิใจก็เป็นผลลัพท์หนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในโลกหลังสมัยใหม่ หากแปลตรงตัวก็คงหมายถึงคนทำงานดิจิตัลที่ ‘พเนจร’ ไปได้ทุกที่ การทำงานที่ไม่ขึ้นตรงกับสถานที่ทำงาน แต่ใช้เทคโนโลยีดิจิตัลเป็นเครื่องมือ ทำให้คนทำงานหลายประเภทสามารถทำงานได้จากหลากหลายที่ อาชีพที่นิยมเป็น Digital Nomads มีตั้งแต่งานสายเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ งานสายการตลาด และงานสายครีเอทีฟ

Digital Nomads ส่วนหนึ่งมีที่มาจากการพัฒนาของเทคโนโยลีการสื่อสารที่ส่งสัญญาณจากทางไกล และการเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีแอนะล็อกสู่ดิจิทัล ที่ทำให้เครื่องมืออิเล็กโทรนิกส์หลายชิ้นอยู่ในขนาดที่พกพาง่ายใช้งานได้หลายรูปแบบ แต่ส่วนหนึ่งก็มาจากการการปรับลดต้นทุนในการจ้างงาน และค่าดูแลจัดการองค์กร จากเดิมที่พนักงานส่วนใหญ่เป็นพนักงานประจำที่ทำอยู่ ณ บริษัท ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 1970 ที่ทำให้บริษัทที่มีต้นทุนในการดำเนินการมาล้มละลาย การจ้างงานจึงมีแนวโน้มที่จะ ‘ยืดหยุ่น’ ขึ้น อย่างการจ้างเหมา สัญญาจ้าง หรือฟรีแลนซ์ พร้อมกับสวัสดิการพนักงานที่ลดลง ต้นทุนการดำเนินการอื่น ๆ เช่นค่าออฟฟิศ ก็ลดลงด้วย

การทำงานของ Digital Nomads มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเชิงความคิดเรื่อง “พื้นที่” และ “เวลา” การทำงานที่ “ร่อนเร่พเนจร” ถูกมองเป็น “อิสระ” ในการทำงานที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เพราะการร่อนเร่พเนจรนั้นอาจทำให้เคลื่อนย้ายสถานที่ทำงานไปได้หลายพื้นที่ แถมการทำงานที่ไม่มีกำหนด “เข้าออฟฟิศ” ก็ทำให้เขาสามารถทำงานได้ทุกเมื่อ จึงดูเหมือนว่า “พื้นที่” และ “เวลา” ในการทำงานจึงอาจไม่มีความสำคัญสำหรับพวกเขาอีกต่อไป เราอาจพวกเขานั่งประชุมในร้านกาแฟ ตอบแชทขณะอยู่บนรถไฟฟ้า หรือกระทั่งถ่ายคลิปวิดิโอท่องเที่ยวจากต่างประเทศ พวกเขาสามารถทำงานได้แม้ยามมืดค่ำ วันหยุด หรือหอบงานไปเที่ยวด้วย 

ความเป็น “อิสระ” ของงาน Digital Nomads (และในชีวิตทั่วไป) ยังเป็นคุณค่าที่ได้รับการเชิดชูของยุคสมัย เราต่างเชื่อว่าตนเองสามารถทำอะไรก็ได้ที่เราต้องการ และสิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีรายได้เป็นกอบเป็นกำ หรืออย่างน้อยก็เรียกตนเองว่าเป็นคน “โปรดักทีฟ” ได้เต็มปาก คุณค่านี้แฝงด้วยแนวคิดว่า “จิตใจ” เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนคนคนหนึ่งให้สามารถทำงานหรือสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ เหมือนดั่งคนที่กุมบังเหียนม้า หรือความคิดเรื่อง “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” หรือการเชื่อว่าจิตมีอำนาจในการควบคุมร่างกาย ที่มักจะมาพร้อมกับแนวคิดว่าเราเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตตนเอง และตัดสภาพแวดล้อมที่คนเหล่านั้นทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่ว่าส่งผลอย่างไรต่อเขา หรือปัจจัยเชิง “สถานที่” ออกไปอย่างสิ้นเชิง


(2)

ทว่าชีวิตของเราไม่ได้ยึดโยงกับพื้นที่อีกแล้วจริงหรือ เพราะแม้พวกเราจะเคลื่อนย้ายตนเองไปทำงานที่ใดก็ได้ แต่ใช่ว่าแต่ละที่ที่เราไปนั่งทำงานจะสอดรับกับความสะดวกสบาย หรือหรือประสิทธิ์ภาพในการทำงานของเราแม้แต่ร้านกาแฟที่มีโต๊ะทำงาน ปลั๊กไฟ และไวไฟ ก็อาจจะไม่ได้นั่งสบายสำหรับใครหลายคน ความเจ็บปวดบนร่างกายคือหนึ่งในสัญญาณที่ส่งเสียงว่าการทำงานในที่แห่งนี้คงไม่เหมาะกับเราอีกแล้ว 

อาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือโรคยอดฮิตของคนวัยทำงาน แต่ที่ตลกร้ายก็คือ มันเกิดขึ้นได้แม้แต่คนที่ไม่ทำงานใน “ออฟฟิศ” หนึ่งในสาเหตุของอาการนี้คือการนั่งอยู่ในท่วงท่าที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดเป็นเวลานาน ซึ่งมาจากการที่ผู้ป่วยหลายคนนั่งทำงานนานจนลืมเปลี่ยนท่า ยืดเส้นยืดสาย หรือพักผ่อน รวมถึงสถานที่ทำงาน ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ และคอมพิวเตอร์ ที่ไม่รองรับท่านั่งของเขา การแพร่ระบาดของอาการดังกล่างจึงสัมพันธ์กับ เวลาและสถานที่ในการทำงานโดยตรง

เพราะไม่ใช่ทุกที่ที่ถูกออกแบบมาให้สะดวกสบายต่อการทำงาน Home Office จึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับงาน Digital Normads เพราะนอกจากเขาไม่จำเป็นต้องขอสถานที่คนอื่น พวกเขายังสามารถจัดวางและดังแปลงสถานที่ทำงาน (work station) ให้เข้ากับสรีระร่างกาย ระดับสายตา รองรับคอ บ่าหลัง ให้เขาคนนั้นทำงาน Digitals Normads จึงกลายมาเป็นหนึ่งในลูกค้าหลักของสินค้า Ergonomics ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ 

งาน Digital Nomads ที่อาจดูเหมือนว่าจะเคลื่อนย้ายสถานที่ทำงานไปได้ทุกหนทุกแห่ง ขณะนี้ กลับให้ความสำคัญกับออกแบบ พื้นที่ทำงาน เพื่อให้ตัวเอง “อยู่กับที่” ให้ได้นานที่สุด การสร้างออฟฟิศของตนเองขึ้นมาใหม่จึงสัมพันธ์กับ เวลาชีวิตของพวกเขา เพราะเป้าหมายถึงของการจัดที่นั่งให้สะดวกสบาย คือการทำให้ตนสามารถทำงานได้นาน และสามารถลุล่วงงานการทำงานของตนได้

การบริโภคสินค้า Ergonomics ในแง่หนึ่งย้อนแย้งกับความคิด “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ที่สอดแทรกอยู่ในการทำงานและแวดวงสุขภาพ ผู้มีอาการปวดหลังหรือออฟฟิศซินโดรมมักถูกแนะนำให้ตนเปลี่ยนท่านั่ง สังเกตร่างกายว่าอยู่ในท่วงท่าที่สบายหรือไม่ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุกๆ ครึ่งชั่วโมง คำแนะนำดังกล่าววางอยู่บนแนวคิดว่าความเจ็บปวดจากการทำงานเป็นผลมาจากการที่คนนั้น “เลือก” ที่จะนั่งนาน หรือ ‘ไม่ฟังเสียงร่างกายตัวเอง’ อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นการยากที่เขาคนนั้นจะต้องเบี่ยงเบนความสนใจจากงานที่อยู่ตรงหน้า มาสนใจความเจ็บปวดซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดขวางประสิทธิภาพการทำงาน (Counter-Productive) มาตลอด วัฒนธรรมการใช้สินค้า Ergonomics จึงเข้ามาแทนที่ขีดจำกัดของจิตใจที่ไม่สามารถควบคุมร่างกายให้นั่งในท่วงท่าที่เหมาะสม หากเปรียบเทียบกับการขี่ม้น มันก็เป็นการให้ความสนใจกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น อานและเกือกม้า มากกว่าคนขี่


(3)

ในทางกลับกัน สินค้า Ergonomics เป็นการลงทุนที่คนทำงานต้องจ่ายเอง และส่วนมากก็มีราคาสูง การจัดโต๊ะทำงาน แม้จะเริ่มต้นจากสินค้าชิ้นเดียว แต่การจัดให้ลงตัวก็มักประกอบด้วยสินค้าจำนวนมาก ซึ่งค่าใช้จ่ายก็มากไปด้วย ต้นทุนการซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวมักไม่ถูกนับรวมอยู่ในต้นทุนของการทำงาน และด้วยความที่ลูกค้าส่วนใหญ่คือฟรีแลนซ์ หรือคน Work From Home พวกเขาจึงต้องออกค่าใช้จ่ายเอง แม้ว่าการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่องานที่เขาทำก็ตาม

การมีที่นั่งทำงานให้เหมาะสมกับร่างกายเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ป้องกันการเจ็บปวดจากการทำงานนั่งโต๊ะ เวลาในการทำงาน ความเครียด และการอยู่ในท่าหนึ่งเป็นเวลานานก็ส่งผลต่ออาการออฟฟิศซินโดรมเช่นกัน ปัญหาเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ความไม่รับผิดชอบหรือการไม่ฟังเสียงร่างกายตัวเอง แต่ชีวิตที่แสวงหาความมั่นคงทางการเงินจนต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ วัฒนธรรมการทำงานที่เน้นความ Productive และมองการพักผ่อนเป็นสิ่งขัดขวางการทำงาน รวมไปถึงการมองสุขภาพเป็นต้นทุนที่ปัจเจกต้องจ่าย ก็เป็นสาเหตุที่ความเจ็บปวดจากการทำงานแพร่ระบาด ดังนั้นความรู้และการออกแบบ Ergonomics จึงไม่อาจไม่ใช่ยาวิเศษที่เสกให้ความเจ็บปวดหายไป แต่มันเป็นปรากฎการณ์หนึ่งที่กระตุ้นให้เราตั้งคำถามกับสิ่งที่ใหญ่กว่า อย่าง เวลา สถานที่ การทำงาน และสุขภาพ





ที่มา

https://www.bewellstyle.com/blog/ergonomics-in-daily-life/

Harvey, David. (1991). The Condition of Postmodernity. Cambridge, Massachusetts, USA.

Ehrenreich, Barbara. (2018). Natural Causes: An Epidemic of Wellness, the Certainty of Dying, and Killing Ourselves to Live Longer. Twelve, USA.

Han, Byung-chul. (2017). Psychopolitics: Neoliberalism and New Technologies of Power (Futures). Verso, US.

Author

วริษา สุขกำเนิด
คนคนหนึ่งที่รักการเขียน การแปล และการ vlog เป็นชีวิตจิตใจ สนใจเรื่องการทำงาน ความสัมพันธ์ และสุขภาพกาย-ใจ ผ่านมุมมองสังคมวิทยา (สาขาที่เรียนจบมา) ผสมปนเปกับมุมมองอื่น ๆ